ข่าวประชาสัมพันธ์

ต้องการลงโฆษณาบนเวปไซด์หรือฝากข่าวประชาสัมพันธ์ ติดต่อ
webmaster

Who's Online

เรามี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
พิมพ์

โฮมีโอพาธีย์ (Homoeopathy) เป็นคำที่มาจากภาษากรีก ๒ คำ ดังนี้

1.    คำว่า “Homoios-” แปลว่า “similar” คือ เหมือน/คล้ายคลึง

คำว่า “pathos” แปลว่า “suffering/disease” คือ ทุกข์ทรมาน/เป็นโรค
เมื่อ นำศัพท์ทั้งสอง มารวมกันจึงหมายถึง ศาสตร์การรักษาผู้ป่วยที่ใช้สารที่ก่อให้เกิดอาการของโรคนั้น ๆ ในคนปกติมารักษาโรคในคนที่ป่วยนั่นเอง


หลักการพื้นฐานของโฮมีโอพาธีย์มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการกล่าวคือ


พลังชีวิต (Vital force)
      โฮมีโอพาธีย์มองว่า การเป็นคนที่มีชีวิตนั้น แตกต่างจากคนที่เป็นศพอย่างสิ้นเชิง สิ่งสำคัญที่สุดและขับเคลื่อนร่างกายที่เป็นวัตถุให้ทำกิจวัตรต่าง ๆ และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์นั้นคือ “พลังชีวิต” หรือ “ชี่” ในภาษาจีน หรือ “ปราณ” ในภาษาฮินดี ดังนั้นคนที่มีสุขภาพดี หรืออยู่ในสุขภาวะจึงหมายถึง คนที่มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งกายใจ รู้สึกได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในชีวิต ในทางตรงกันข้าม “คนป่วย” จึงไม่ได้หมายถึงแค่เพียงกายที่เจ็บป่วย แท้จริงแล้ว แค่เพียงความรู้สึกที่ไม่สมดุลของชีวิต ความรู้สึกที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็เป็นความเจ็บป่วย และที่อาจร้ายกว่านั้น คือ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความเจ็บป่วยทางกายในอนาคตซึ่งอาจจะ รุนแรงหรือไม่ แสดงออกมาเป็นความเจ็บป่วยในรูปแบบใดก็ขึ้นอยู่กับอีกหลายเหตุปัจจัย

      สุขภาพในภาษาของโฮมีโอพาธีย์เป็นเรื่องต่อเนื่องเชื่อมโยงทั้งกระบวนทัศน์ เป็นภาพเคลื่อนไหวของชีวิต จากการป่วย ไปสู่การหายจากความเจ็บป่วย ไปสู่สุขภาวะ เสมือนกับเส้นตรงที่ยาวและต่อเนื่อง ไม่ใช่สภาวะที่หยุดนิ่ง ไม่ใช่จุดที่จะสามารถตัดขาดแยกจากกันมาพิจารณาอย่างแยกส่วนได้


ธรรมชาติมีพลังในการรักษาเยียวยาตนเอง (Nature’s Law of cure)
      กล่าวคือ โฮมีโอพาธีย์มีพื้นฐานความเชื่อว่า “ร่างกายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความสามารถในการรักษาเยียวยาตนเอง” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล (Individualization) และความสามารถในการรักษาเยียวยาตนเองของร่างกายจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ได้รับ การกระตุ้นที่เหมาะสม


ทุกสรรพสิ่งในโลกมีคุณสมบัติเฉพาะตน คือ มีความเป็นปัจเจก(Individualization) ไม่มี
ใคร แทนที่ใครได้ หรือแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะแทนที่กันได้ ทุกสรรพสิ่งมีความสำคัญเฉพาะที่ทำให้ธรรมชาติต้องกำหนดให้สิ่งนั้นถือกำเนิด ขึ้น จึงนำมาสู่แนวคิดของการรักษาตามแนว
โฮมีโอพาธีย์ที่แม้ว่าผู้ป่วย 2 คน จะป่วยด้วยชื่อโรคเดียวกัน แต่เขาอาจได้รับยาโฮมีโอพาธีย์ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะพิเศษเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งนำไปสู่แนวคิดที่ว่า “โฮมีโอ-พาธีย์ไม่ได้รักษาเฉพาะโรค แต่เรารักษาคนป่วย” (Homoeopathy treats the sick not the disease)


โดยการรักษาตามแนวโฮมีโอพาธีย์แบบดั้งเดิม (Classical Homoeopathy) จะอ้างอิงอยู่บนทฤษฎี 5 ประการกล่าวคือ

       1. กฎการพิสูจน์ยา (Drug proving) กล่าวคือ สารใดก็ตามก่อนที่จะสามารถนำไปใช้เป็นยาตามแนวโฮมีโอพาธีย์เพื่อการรักษาโรค ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่สารชนิดนั้นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ยาในคนปกติตาม มาตรฐานที่กำหนดไว้เสียก่อน มิฉะนั้นแล้วสารดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาใช้เป็นยาในทางโฮมีโอพาธีย์ได้ ซึ่งในปัจจุบัน มียาที่ถูกนำมาใช้บ่อยในเวชปฏิบัติโฮมีโอพาธีย์ราว 3,000 ชนิด

      2. กฎแห่งความคล้าย (Law of similar) หรือ Similar Similibus Curentur หรือ let like be cured by like คือ โฮมีโอพาธีย์ใช้สารที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยในคนธรรมดามาใช้กับคนที่ป่วย เป็นโรคนั้น ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของการบำบัด ซึ่งอาจกล่าวเป็นคำไทยง่าย ๆ ว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง”นั่นเอง

      3. กฎขนาดน้อย (Law of Minimum dose) หรือ กฎขนาดน้อย กล่าวคือ เนื่องจากยาโฮมีโอ-พาธีย์ทำงานภายใต้กฎแห่งความเหมือน ดังนั้นในยุคเริ่มต้นสารที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นยาในทางโฮมีโอพาธีย์ ได้จึงเป็นสารพิษเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นบิดาแห่งการบำบัดโฮมีโอพาธีย์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ สารพิษเหล่านั้นให้เจือจางเสียก่อน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกฎขนาดน้อยในทางโฮมีโอพาธีย์

      ด้วยฮาห์เนอมานน์มีความสามารถและความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเคมี ไม่มีใครรู้ว่าแรงบันดาลใจของการเตรียมยาแบบพิเศษนี้เกิดขึ้นในใจเขาได้ อย่างไร เพียงแต่รู้ว่า ผลที่ประจักษ์หลังจากการคิดค้นที่พิเศษนี้นั้น เขากลับพบว่า ยิ่งเจือจางและเขย่าอย่างแรงร่วมกันมากขึ้นเท่าไร ผลของการนำยาไปใช้ก็ยิ่งดีขึ้นมากเท่านั้น ซึ่งจึงกลายมาเป็นหลักการสำคัญข้อหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของการทำงานภายใต้หลัก การโฮมีโอพาธีย์ในปัจจุบันว่า “ต้องใช้ยาขนาดน้อยเพียงพอแก่การกระตุ้นเท่านั้น”

4. กฎอย่างง่าย (Law of Simplex) กล่าวคือ จะมีการจ่ายยาให้ผู้ป่วยทานในแต่ละครั้ง

เพียง ตำรับเดียวเท่านั้น ไม่มีการจ่ายยาให้ทานร่วมกันหลายตัวในครั้งเดียว ซึ่ง Elizabeth Wright1 กล่าวว่า “การใช้ยาเพียงตำรับเดียวในแต่ละครั้งเป็นกฎข้อที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ  เพราะเหตุผลที่ชัดเจนก็คือ มียาเพียงตำรับเดียวเท่านั้นที่จะเหมือนกับผู้ป่วยที่สุดในแต่ละขณะนั้น ๆ”

      5. กฎแห่งโรคเรื้อรัง (Chronic disease theory) กล่าวคือในทางโฮมีโอพาธีย์มีมุมมองในการรักษาโรคเฉียบพลันและโรคเรื้อรังที่ แตกต่างกัน โรคเรื้อรังในทางโฮมีโอพาธีย์หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะไม่มีทางหาย และติดต่อส่งข้ามรุ่นไปสู่ลูกหลานได้อีกด้วย ดังนั้นการให้การรักษาแก่ผู้ป่วยเรื้อรังอย่างเหมาะสม นักบำบัดโฮมีโอพาธีย์ที่ให้การรักษาผู้ป่วยเรื้อรังจำเป็นต้องได้รับการอบรม ที่ถูกต้อง

ที่มา  homeopathythai.net

Share/Save/Bookmark