
หลุมศพ นพ.ฮาห์เนมานน์ ณ ปารีส
นายแพทย์ซามูเอล ฮาห์เนมานน์ (Samuel Hahnemann) (ค.ศ. 1755-1843) บิดาผู้ให้กำเนิดการแพทย์โฮมีโอพาธีย์ เป็นชาวเยอรมัน พื้นฐานครอบครัวเป็นชนชั้นกลาง บิดาเป็นช่างเขียนกระเบื้องสีที่มีชื่อเสียง แต่เพราะสงครามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี ระหว่าง ค.ศ.1756 -1763 เป็นผลให้เศรษฐกิจของบ้านเมืองหยุดชะงักลง ครอบครัวของเขาประสบกับชีวิตที่ลำบาก เขาได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากบิดาและมารดาเป็นหลัก เมื่อเข้าสู่วัยที่ต้องไปโรงเรียน ด้วยเพราะเขาเป็นเด็กที่ฉลาด มีความสามารถสูงในหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านภาษา เขาสามารถเข้าใจภาษาต่างๆ ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียนได้อย่างรวดเร็ว และแตกฉาน คุณครูจึงต้องขอร้องบิดาของเขาให้เขามาโรงเรียน โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าเล่าเรียน และด้วยวัยเพียง 12 ปี เขามีหน้าที่ช่วยคุณครูสอน
ภาษากรีก
ต่อ มาเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 20 (ค.ศ.1775) เขาสอบได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์ในเมืองไลป์ซิก ในช่วงของวัยนักศึกษารายได้หลักที่เลี้ยงชีพของเขาคือ การสอนภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ และการแปลหนังสือจากภาษากรีก และภาษาอังกฤษเป็นภาษาเยอรมัน แต่เมื่อเข้าศึกษาได้ไม่นานฮาห์เนอร์มานก็ผิดหวังกับระบบการศึกษาที่เขาได้ รับจากที่นี่อย่างมาก เนื่องจากเป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีประสบการณ์ตรงจากการทำเวชปฏิบัติรวม อยู่ด้วย เขาจึงตัดสินใจลาออก และเดินทางย้ายไปเรียนที่กรุงเวียนนา โดยติดตามการทำเวชปฏิบัติของนายแพทย์ Joseph von Quarin (ค.ศ..1733-1814) เป็นหลัก ซึ่งจากนั้นไม่นานนักเมื่อเขาอายุได้ 24 ปี (ค.ศ.1779) เขาก็สอบได้ประกาศนียบัตรแพทย์สมความตั้งใจ
การ ทำเวชปฏิบัติของเขาในช่วงเริ่มต้นเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1780 และดำเนินต่อมาเรื่อยจนกระทั่งหยุดชะงักลงในปี ค.ศ.1788 ตลอดระยะเวลาของการทำเวชปฏิบัติเขาตั้งคำถามกับแนวทางการรักษาที่มีอยู่ตลอด เวลาว่าผู่ป่วยสมควรได้รับการรักษาตามวิธีการที่รุงแรงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นหรือไม่ เขาเริ่มมีงานเขียนที่วิพากษ์วิจารณ์การรักษาตามแนวการแพทย์แบบแผนฉบับแรกใน ปี ค.ศ.1781 จนกระทั่งท้ายที่สุดเขาจึงกล่าวว่า หากเขาไม่สามารถค้นหากระบวนการรักษาโรคที่ปลอดภัยกว่าที่เป็นอยู่ได้ ก็จะเป็นการดีกว่ามากที่เขาจะไม่รักษาใครเลย เพราะกระบวนการรักษาที่ใช้อยู่นั้นทำให้ผู้ป่วยตายมากกว่าหาย นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าอย่างจริงจังของนายแพทย์ผู้นี้ เพื่อไปสู่การค้นพบแนวคิดและกระบวนการของการรักษาที่นุ่มนวล ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสามารถนำพามนุษย์ผู้เจ็บป่วยไปสู่ทางออกที่สดใสและดีกว่า
จาก ปีค.ศ. 1788 เป็นต้นมาเขาเริ่มทำมาหาเลี้ยงชีพจากการแปลหนังสือเป็นจำนวนมากจำนวนชิ้นงาน แปลไม่รวมงานเขียนของเขาเองตลอดชีวิตนายแพทย์ผู้นี้มีมากกว่า 100 งาน แปล ซึ่งเป็นงานแปลทั้งทางด้านเคมี ด้านพฤกษศาสตร์ ด้านการแพทย์ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ความรู้และศาสตร์ที่ฮาห์เนอร์มานมีความเชี่ยว ชาญทั้งสิ้น ถึงขนาดมีผู้กล่าวหา หากฮาห์เนอร์มานไม่บ้าไปเสียก่อน (บ้า คือหมายถึงหันมาค้นคว้าจริงจังด้านโฮมีโอพาธีย์) เขาต้องเป็นนักเคมีที่มีชื่อเสียงมากอย่างแน่นอน
จน กระทั่งในปี ค.ศ.1790 ประกายไฟวูบแรกได้ถูกจุดขึ้นจากงานเขียนของ ดร.วิลเลียม คูลเลน ซึ่ง ณ ขณะนั้นฮาห์เนมานน์กำลังแปลงานเขียนชื่อ A Treatise on Materia Medica ของวิลเลียม คูลเลนอยู่ เขารู้สึกสะดุดใจเข้ากับ หัวข้อเรื่องเปลือกต้นซินโคนาที่ ดร.คลูเลนกล่าวว่ามีคุณสมบัติในการรักษาไข้มาลาเรีย ฮาห์เนมานน์จึงเริ่มดำเนินการทดลอง กินเปลือกต้นซินโคนาที่บดละเอียดจำนวน 4 กรัมด้วยตนเอง หลังจากกินไปแล้วเขาพบว่าตนเองเกิดอาการมีไข้หนาวสั่น จากจุดนี้เองทำให้เขาเริ่มคิดถึงแนวคิด Similar Similibus Curantur หรือ Like cures like นั่นคือแนวคิดที่ว่านำสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคในคนปกติมารักษาคนที่ป่วยเป็นโรค นั้น หรือเป็นสุภาษิตไทย คือหนามยอกต้องเอาหนามบ่งนั่นเอง
จาก จุดนั้นเป็นต้นมา ฮาห์เนมานน์เริ่มตั้งต้นพัฒนา และค้นคว้าอย่างจริงจังกับแนวความคิดใหม่บนพื้นฐานเก่าที่ว่า” Similar Similibus Curantur” เขาเริ่มทดลอง ศึกษา ค้นคว้า และเริ่มเผยแพร่แนวคิดของเขาผ่านงานเขียน แน่นอนว่าในช่วงเริ่มต้นของการศึกษาค้นคว้าทุกอย่างเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะแนวคิดของเขาอาจกล่าวได้ว่ามันคือ การปฏิวัติ แต่ยิ่งอุปสรรคมาก ความเข้มแข็งทางความคิด และกระบวนการที่ได้รับการพัฒนาก็ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นตามไปด้วย ฮาห์เนอร์มานประกาศจุดยืนของตนอย่างชัดเจนผ่านงานเขียนชิ้นสำคัญที่ชื่อว่า Essay on a New Principle for Ascertaining the Curative Powers of Drugs ตีพิมพ์ใน Hufeland Journals ปี ค.ศ.1976 ว่า “เป้าหมายของการค้นคว้าของเรา คือ การค้นพบยาที่มีฤทธิ์จำเพาะต่อการรักษาโรคเรื้อรังทั้งหลาย”
คำ ว่า “โฮมีโอพาธีย์” นั้นมาจากภาษากรีก “Homeo” แปลว่า เหมือนและ “pathos” แปลว่าเจ็บป่วย หรือทุกข์ทรมาน คำว่าโฮมีโอพาธีย์นั้นถูกบัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกโดยฮาห์เนมานน์ในปี ค.ศ.1808 ในช่วงเวลา 12 ปี จากปีค.ศ. 1792-1804 ฮาห์เนมานน์เดินทางตลอดเวลา และย้ายเมืองมากถึง 14 เมืองด้วยกัน ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดเขาจำต้องเดินทางมากถึงเพียง นี้ อาจเป็นเพราะโชคชะตานำพาให้เขาต้องเดินทางและรู้จักผู้คนมากมาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นไปเพื่อการแลกเปลี่ยน และทดสอบแนวคิดของตน อย่างไรก็ดีเขาเริ่มปักหลักมากขึ้นในปีต่อๆ มา ในช่วงปีแรกเริ่มของการผลิตผลงานชิ้นสำคัญ (ช่วงปี ค.ศ.1808-1811) คืองานเขียนด้านปรัชญาของการบำบัด (Organon of Medicine) และงานเขียนตำรับยา (Materia Medica Pura) เขาลงปักฐานอยู่ที่เมืองทากัว (Torgau) จากนั้นในปี 1812 เขาได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ที่แพทยวิทยาลัยแห่งเมืองไลป์ซิก กระนั้นก็ตามการทำเวชปฏิบัติของเขาก็ยังไม่มั่นคงและแพร่หลายมากนัก จนกระทั่งเขาย้ายมาลงรากฐานที่ชัดเจนที่เมืองเคอเธอในปี ค.ศ.1821 ซึ่งในช่วงนี้เองชื่อเสียงของโฮมีโอพาธีย์ก็เริ่มขจรขจายไปยังเมืองต่างๆ ฮาห์เนอร์มานเริ่มมีผู้ติดตามที่เข้มแข็งอีกลายคน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ เป็นแพทย์ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์บอร์นิงเฮาเซน (Von Boenninghausen, 1785 -1864) นายแพทย์คอนแสตนติน เฮียริง (Constantine Herine, 1800-1880) นายแพทย์เฟดเดอริก ควิน (Frederick Hervey Foster Quin, 1779-1878) และคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก เป็นผู้นำสำคัญที่ทำให้การทำเวชปฏิบัติแบบโฮมีโอพาธีย์เป็นที่ประจักษ์ และได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นอย่างมาก จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ชัดว่าโฮมีโอพาธีย์ในยุคเริ่มแรกนั้นโด่ง ดังจากการประสบความสำเร็จในการนำไปใช้กับโรคระบาดไม่ว่าจะเป็นการระบาดของ ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever, ระบาดในราวปีค.ศ. 1800) การระบาดของไข้ไทฟอยด์ในกลุ่มทหารของอเล็กซานเดอร์ (ราวปีค.ศ. 1813) การระบาดของอหิวาตกโรค (ในยุโรปช่วงปีค.ศ. 1830-1831) รวมทั้งการระบาดของไข้หวัดใหญ่ (Flu pandemics, ระบาดในช่วงปีค.ศ. 1918) ด้วย
ช่วง ท้ายที่สุดของชีวิตเขาจบชีวิตลงอย่างเรียบง่าย และสงบที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศสในช่วงเข้ามืดของวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ.1843 ด้วยอาการป่วยหลอดอักเสบเรื้อรัง เขาจบชีวิตลงพร้อมกับสิ่งที่ตนมิเคยคาดหวังทั้งชื่อเสียง เงินทอง และความเคราพที่ผู้คนมีให้ ใครจะคิดได้ว่าเขาเป็นแพทย์ที่มีชีวิตลำบากอย่างมากนานกว่า 70 ปี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่สุดอยู่ในบ้านหลังเล็ก สอนหนังสือให้ลูกตนเองทุกคนพร้อมกับการรักษาคนไข้ และผลิตงานเขียนต่างๆ ไปด้วย จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวตมาถึง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเขาเคยกล่าวว่า เขาจะหยุดภารกิจทุกอย่างตั้งแต่ภรรยาคนแรกที่ลำบากมาด้วยกันตลอดชีวิตจบ ชีวิตลงที่เมืองเคอเธนในราวปีค.ศ.1830 แต่ด้วยฟ้าลิขิตทำให้เขามีโอกาสพบรักใหม่เป็นครั้งที่สองกับสาวงามจากเมือง ปารีสในราวปีค.ศ.1834 ภรรยาคนที่สองของเขาเป็นศิลปิน ที่มาจากวงสังคมชั้นสูงของปารีส ดังนั้นเขาจึงเหมือนราวกับมีชีวิตใหม่ และหันมามีแรงใจในการทำงาน และคิดค้นความรู้ใหม่ รวมทั้งผลิตงานเขียนใหม่อีกครั้งในช่วงท้ายของชีวิตเขา
ฮาห์เนมานน์จากโลกใบนี้พร้อมกับคำพูดสั้น ๆ ก่อนหมดลมหายใจว่า “I have not lived in vein” หรือ “ข้าพเจ้าไม่เคยมีชีวิตอยู่ในวังวนของความมืด” ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ยังจารึกอยู่บนหลุมฝังศพของเขาในเมืองปารีสประเทศฝรั่งเศส จนถึงปัจจุบัน
ที่มา homeopathythai.net


