ข่าวประชาสัมพันธ์

ต้องการลงโฆษณาบนเวปไซด์หรือฝากข่าวประชาสัมพันธ์ ติดต่อ
webmaster

News

There are no translations available.

โรคมือ เท้า ปาก ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ นอกจากการตรวจรักษาด้วยการแพทย์แบบแผนแล้ว การแพทย์ทางเลือกที่เรียกว่า "โฮมีโอพาธีย์" หรือเวชกรรมความคล้าย ซึ่งใช้พลังงานของสมุนไพรมาร่วมรักษา ก็อาจเป็นคำตอบที่ดีอีกวิธีหนึ่ง
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า สารบำบัดสำหรับรักษาแบบโฮมีโอพาธีย์มีหลายขนาน ถ้าเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมก็สามารถรักษาได้

ทั้งนี้ นพ.บรรจบยกตัวอย่างว่า ภญ.มนฑกา ธีรชัยสกุลกรรมการท่านหนึ่งของสมาคมเพิ่งได้รักษาผู้ป่วยเด็กโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งกำลังมีไข้สูงจัดจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ใช้สารบำบัดชื่อ อะโกไนต์ (aconite) ผสมน้ำให้ผู้ป่วยกินบ่อยๆ ปรากฏว่าเด็กหายไข้ในวันรุ่งขึ้นและกลับบ้านได้ ส่วน ศ.นพ.อมร เปรมกมลที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นนายกสมาคม โฮมีโอพาธีย์ฯ ใช้สารอาร์เซนิกุม (arsenicum) ก็อยู่ในข่ายที่ใช้พิจารณารักษาได้ตามอาการของผู้ป่วย "แต่ผมเลือกใช้รัสต็อกส์ (rhus tox) รักษาเด็กที่กำลังมีตุ่มที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแผลเหวอะในช่องปาก ซึ่งเด็กทรมานมากตลอดคืน เมื่อใช้สารบำบัดไป 1 วัน รุ่งขึ้นอาการก็ดีขึ้น และตุ่มหายหมดในวันถัดไป" นพ.บรรจบกล่าว ศาสตร์โฮมีโอพาธีย์ ค้นพบโดย นพ.แซมวล ฮาห์เนอมานน์ ในประเทศเยอรมนีเมื่อ 200 ปีที่แล้ว และเผยแพร่ไปนิยมใช้ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก ปัจจุบันโฮมีโอพาธีย์เป็นการแพทย์ทางเลือก 1 ใน 3 อันดับแรกที่คนทั่วโลกนิยมใช้มากที่สุดรองจากแพทย์แผนจีน อายุรเวท

Read more...

There are no translations available.

ยาพิษเมื่อเจือจางจนเหลือแต่พลังงานด้วยกระบวนการทางเวชกรรมความคล้ายหรือโฮมีโอพาธีย์ กลับมีบทบาทเป็นสารบำบัด รักษาโรคได้แม้กระทั่งโรคมะเร็ง

สารตัวอย่างที่สำคัญชื่อ โคเนียม แมกคิวลาตุม (Conium maculatum) ทำมาจากต้นพืชที่มีพิษชนิดหนึ่งชื่อ พอยสัน เฮมล็อก (Poison Hemlock)

ยาพิษตัวนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคกรีก เพราะเป็นยาพิษที่ปรัชญาเมธีชื่อก้องโลกนามว่า โสเครติส เลือกที่จะใช้สังหารตัวเอง เพื่อให้ต้องตามคำพิพากษาของศาลเอเธนส์ที่ต้องการเอาชีวิตเขาให้ได้

เรื่องราวมีอยู่ว่าโสเครติสเป็นปราชญ์ชาวเอเธนส์ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 469-399 ก่อนคริสกาล อันเป็นช่วงเวลาที่มีสงครามระหว่างนาครรัฐของกรีก ที่สำคัญคือเอเธนส์กับสปาร์ตา โดยสปาร์ตาซึ่งเป็นรัฐทหารมีชัยชนะเหนือเอเธนส์ที่เป็นนาครรัฐแห่ง ประชาธิปไตย

เอเธนส์ในระยะฟื้นตัวจากความพ่ายแพ้ต่อสปาร์ตามีความ สับสนอลหม่านในเอกลักษณ์ของตนเอง เหตุเพราะนักการเมืองมัวแต่คุยโม้โอ้อวดในความสามารถและชาญฉลาดของตัวเอง คอยแต่แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ใส่ตัว แถมใช้ชีวิตอันสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย และลอยหน้าลอยตาอยู่ในรัฐสภาอย่างไร้ยางอาย

โสเครติสเห็นถึงความ เสื่อมโทรมเน่าเฟะของระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่นักการเมืองเอาแต่ได้คอยเอา ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ของตน รังแต่จะทำให้บ้านเมืองพินาศฉิบหาย สิ่งที่โสเครติสรังเกียจเป็นที่ยิ่งก็คือ "อำนาจเป็นธรรม (might is right)" กล่าวคือใครขึ้นมาครองอำนาจ ก็หมายความว่าการกระทำทุกอย่างของตนล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรมทั้งสิ้น

Read more...

There are no translations available.

hahnemann
หลุมศพ นพ.ฮาห์เนมานน์ ณ ปารีส

นาย แพทย์ซามูเอล ฮาห์เนมานน์ (Samuel Hahnemann) (ค.ศ. 1755-1843) บิดาผู้ให้กำเนิดการแพทย์โฮมีโอพาธีย์ เป็นชาวเยอรมัน พื้นฐานครอบครัวเป็นชนชั้นกลาง บิดาเป็นช่างเขียนกระเบื้องสีที่มีชื่อเสียง แต่เพราะสงครามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี ระหว่าง ค.ศ.1756 -1763 เป็นผลให้เศรษฐกิจของบ้านเมืองหยุดชะงักลง ครอบครัวของเขาประสบกับชีวิตที่ลำบาก เขาได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากบิดาและมารดาเป็นหลัก เมื่อเข้าสู่วัยที่ต้องไปโรงเรียน ด้วยเพราะเขาเป็นเด็กที่ฉลาด มีความสามารถสูงในหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านภาษา เขาสามารถเข้าใจภาษาต่างๆ ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียนได้อย่างรวดเร็ว และแตกฉาน คุณครูจึงต้องขอร้องบิดาของเขาให้เขามาโรงเรียน โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าเล่าเรียน และด้วยวัยเพียง 12 ปี เขามีหน้าที่ช่วยคุณครูสอน
ภาษากรีก

ต่อ มาเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 20 (ค.ศ.1775) เขาสอบได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์ในเมืองไลป์ซิก ในช่วงของวัยนักศึกษารายได้หลักที่เลี้ยงชีพของเขาคือ การสอนภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ และการแปลหนังสือจากภาษากรีก และภาษาอังกฤษเป็นภาษาเยอรมัน แต่เมื่อเข้าศึกษาได้ไม่นานฮาห์เนอร์มานก็ผิดหวังกับระบบการศึกษาที่เขาได้ รับจากที่นี่อย่างมาก เนื่องจากเป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีประสบการณ์ตรงจากการทำเวชปฏิบัติรวม อยู่ด้วย เขาจึงตัดสินใจลาออก และเดินทางย้ายไปเรียนที่กรุงเวียนนา โดยติดตามการทำเวชปฏิบัติของนายแพทย์ Joseph von Quarin (ค.ศ..1733-1814) เป็นหลัก ซึ่งจากนั้นไม่นานนักเมื่อเขาอายุได้ 24 ปี (ค.ศ.1779) เขาก็สอบได้ประกาศนียบัตรแพทย์สมความตั้งใจ

การ ทำเวชปฏิบัติของเขาในช่วงเริ่มต้นเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1780 และดำเนินต่อมาเรื่อยจนกระทั่งหยุดชะงักลงในปี ค.ศ.1788 ตลอดระยะเวลาของการทำเวชปฏิบัติเขาตั้งคำถามกับแนวทางการรักษาที่มีอยู่ตลอด เวลาว่าผู่ป่วยสมควรได้รับการรักษาตามวิธีการที่รุงแรงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นหรือไม่ เขาเริ่มมีงานเขียนที่วิพากษ์วิจารณ์การรักษาตามแนวการแพทย์แบบแผนฉบับแรกใน ปี ค.ศ.1781 จนกระทั่งท้ายที่สุดเขาจึงกล่าวว่า หากเขาไม่สามารถค้นหากระบวนการรักษาโรคที่ปลอดภัยกว่าที่เป็นอยู่ได้ ก็จะเป็นการดีกว่ามากที่เขาจะไม่รักษาใครเลย เพราะกระบวนการรักษาที่ใช้อยู่นั้นทำให้ผู้ป่วยตายมากกว่าหาย นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าอย่างจริงจังของนายแพทย์ผู้นี้ เพื่อไปสู่การค้นพบแนวคิดและกระบวนการของการรักษาที่นุ่มนวล ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสามารถนำพามนุษย์ผู้เจ็บป่วยไปสู่ทางออกที่สดใสและดีกว่า

จาก ปีค.ศ. 1788 เป็นต้นมาเขาเริ่มทำมาหาเลี้ยงชีพจากการแปลหนังสือเป็นจำนวนมากจำนวนชิ้นงาน แปลไม่รวมงานเขียนของเขาเองตลอดชีวิตนายแพทย์ผู้นี้มีมากกว่า 100 งาน แปล ซึ่งเป็นงานแปลทั้งทางด้านเคมี ด้านพฤกษศาสตร์ ด้านการแพทย์ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ความรู้และศาสตร์ที่ฮาห์เนอร์มานมีความเชี่ยว ชาญทั้งสิ้น ถึงขนาดมีผู้กล่าวหา หากฮาห์เนอร์มานไม่บ้าไปเสียก่อน (บ้า คือหมายถึงหันมาค้นคว้าจริงจังด้านโฮมีโอพาธีย์) เขาต้องเป็นนักเคมีที่มีชื่อเสียงมากอย่างแน่นอน

จน กระทั่งในปี ค.ศ.1790 ประกายไฟวูบแรกได้ถูกจุดขึ้นจากงานเขียนของ ดร.วิลเลียม คูลเลน ซึ่ง ณ ขณะนั้นฮาห์เนมานน์กำลังแปลงานเขียนชื่อ A Treatise on Materia Medica ของวิลเลียม คูลเลนอยู่ เขารู้สึกสะดุดใจเข้ากับ หัวข้อเรื่องเปลือกต้นซินโคนาที่ ดร.คลูเลนกล่าวว่ามีคุณสมบัติในการรักษาไข้มาลาเรีย ฮาห์เนมานน์จึงเริ่มดำเนินการทดลอง กินเปลือกต้นซินโคนาที่บดละเอียดจำนวน 4 กรัมด้วยตนเอง หลังจากกินไปแล้วเขาพบว่าตนเองเกิดอาการมีไข้หนาวสั่น จากจุดนี้เองทำให้เขาเริ่มคิดถึงแนวคิด Similar Similibus Curantur หรือ Like cures like นั่นคือแนวคิดที่ว่านำสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคในคนปกติมารักษาคนที่ป่วยเป็นโรค นั้น หรือเป็นสุภาษิตไทย คือหนามยอกต้องเอาหนามบ่งนั่นเอง

จาก จุดนั้นเป็นต้นมา ฮาห์เนมานน์เริ่มตั้งต้นพัฒนา และค้นคว้าอย่างจริงจังกับแนวความคิดใหม่บนพื้นฐานเก่าที่ว่า” Similar Similibus Curantur” เขาเริ่มทดลอง ศึกษา ค้นคว้า และเริ่มเผยแพร่แนวคิดของเขาผ่านงานเขียน แน่นอนว่าในช่วงเริ่มต้นของการศึกษาค้นคว้าทุกอย่างเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะแนวคิดของเขาอาจกล่าวได้ว่ามันคือ การปฏิวัติ แต่ยิ่งอุปสรรคมาก ความเข้มแข็งทางความคิด และกระบวนการที่ได้รับการพัฒนาก็ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นตามไปด้วย ฮาห์เนอร์มานประกาศจุดยืนของตนอย่างชัดเจนผ่านงานเขียนชิ้นสำคัญที่ชื่อว่า Essay on a New Principle for Ascertaining the Curative Powers of Drugs ตีพิมพ์ใน Hufeland Journals ปี ค.ศ.1976 ว่า “เป้าหมายของการค้นคว้าของเรา คือ การค้นพบยาที่มีฤทธิ์จำเพาะต่อการรักษาโรคเรื้อรังทั้งหลาย”

คำ ว่า “โฮมีโอพาธีย์” นั้นมาจากภาษากรีก “Homeo” แปลว่า เหมือนและ “pathos” แปลว่าเจ็บป่วย หรือทุกข์ทรมาน คำว่าโฮมีโอพาธีย์นั้นถูกบัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกโดยฮาห์เนมานน์ในปี ค.ศ.1808 ในช่วงเวลา 12 ปี จากปีค.ศ. 1792-1804 ฮาห์เนมานน์เดินทางตลอดเวลา และย้ายเมืองมากถึง 14 เมืองด้วยกัน ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดเขาจำต้องเดินทางมากถึงเพียง นี้ อาจเป็นเพราะโชคชะตานำพาให้เขาต้องเดินทางและรู้จักผู้คนมากมาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นไปเพื่อการแลกเปลี่ยน และทดสอบแนวคิดของตน อย่างไรก็ดีเขาเริ่มปักหลักมากขึ้นในปีต่อๆ มา ในช่วงปีแรกเริ่มของการผลิตผลงานชิ้นสำคัญ (ช่วงปี ค.ศ.1808-1811) คืองานเขียนด้านปรัชญาของการบำบัด (Organon of Medicine) และงานเขียนตำรับยา (Materia Medica Pura) เขาลงปักฐานอยู่ที่เมืองทากัว (Torgau) จากนั้นในปี 1812 เขาได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ที่แพทยวิทยาลัยแห่งเมืองไลป์ซิก กระนั้นก็ตามการทำเวชปฏิบัติของเขาก็ยังไม่มั่นคงและแพร่หลายมากนัก จนกระทั่งเขาย้ายมาลงรากฐานที่ชัดเจนที่เมืองเคอเธอในปี ค.ศ.1821 ซึ่งในช่วงนี้เองชื่อเสียงของโฮมีโอพาธีย์ก็เริ่มขจรขจายไปยังเมืองต่างๆ ฮาห์เนอร์มานเริ่มมีผู้ติดตามที่เข้มแข็งอีกลายคน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ เป็นแพทย์ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์บอร์นิงเฮาเซน (Von Boenninghausen, 1785 -1864) นายแพทย์คอนแสตนติน เฮียริง (Constantine Herine, 1800-1880) นายแพทย์เฟดเดอริก ควิน (Frederick Hervey Foster Quin, 1779-1878) และคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก เป็นผู้นำสำคัญที่ทำให้การทำเวชปฏิบัติแบบโฮมีโอพาธีย์เป็นที่ประจักษ์ และได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นอย่างมาก จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ชัดว่าโฮมีโอพาธีย์ในยุคเริ่มแรกนั้นโด่ง ดังจากการประสบความสำเร็จในการนำไปใช้กับโรคระบาดไม่ว่าจะเป็นการระบาดของ ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever, ระบาดในราวปีค.ศ. 1800) การระบาดของไข้ไทฟอยด์ในกลุ่มทหารของอเล็กซานเดอร์ (ราวปีค.ศ. 1813) การระบาดของอหิวาตกโรค (ในยุโรปช่วงปีค.ศ. 1830-1831) รวมทั้งการระบาดของไข้หวัดใหญ่ (Flu pandemics, ระบาดในช่วงปีค.ศ. 1918) ด้วย

ช่วง ท้ายที่สุดของชีวิตเขาจบชีวิตลงอย่างเรียบง่าย และสงบที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศสในช่วงเข้ามืดของวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ.1843 ด้วยอาการป่วยหลอดอักเสบเรื้อรัง เขาจบชีวิตลงพร้อมกับสิ่งที่ตนมิเคยคาดหวังทั้งชื่อเสียง เงินทอง และความเคราพที่ผู้คนมีให้ ใครจะคิดได้ว่าเขาเป็นแพทย์ที่มีชีวิตลำบากอย่างมากนานกว่า 70 ปี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่สุดอยู่ในบ้านหลังเล็ก สอนหนังสือให้ลูกตนเองทุกคนพร้อมกับการรักษาคนไข้ และผลิตงานเขียนต่างๆ ไปด้วย จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวตมาถึง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเขาเคยกล่าวว่า เขาจะหยุดภารกิจทุกอย่างตั้งแต่ภรรยาคนแรกที่ลำบากมาด้วยกันตลอดชีวิตจบ ชีวิตลงที่เมืองเคอเธนในราวปีค.ศ.1830 แต่ด้วยฟ้าลิขิตทำให้เขามีโอกาสพบรักใหม่เป็นครั้งที่สองกับสาวงามจากเมือง ปารีสในราวปีค.ศ.1834 ภรรยาคนที่สองของเขาเป็นศิลปิน ที่มาจากวงสังคมชั้นสูงของปารีส ดังนั้นเขาจึงเหมือนราวกับมีชีวิตใหม่ และหันมามีแรงใจในการทำงาน และคิดค้นความรู้ใหม่ รวมทั้งผลิตงานเขียนใหม่อีกครั้งในช่วงท้ายของชีวิตเขา

ฮาห์เนมานน์ จากโลกใบนี้พร้อมกับคำพูดสั้น ๆ ก่อนหมดลมหายใจว่า “I have not lived in vein” หรือ “ข้าพเจ้าไม่เคยมีชีวิตอยู่ในวังวนของความมืด” ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ยังจารึกอยู่บนหลุมฝังศพของเขาในเมืองปารีสประเทศฝรั่งเศส จนถึงปัจจุบัน


There are no translations available.

The detractors of homeopathy regularly repeat that homeopathy has no evidence base, that science is clear that homeopathic remedies cannot possibly work.

This is a lie, repeated so often many people continue to believe it is true.

The Science and Technology Committee of the House of Commons is currently doing an investigation into the ‘evidence base’ for homeopathy, and several submissions have outlined the growing body of science that supports homeopathy as an effective medical therapy. Have a look at the following, all referring to the scientific evidence:

http://www.publications.parliament.uk/pa/cm200910/cmselect/cmsctech/memo/homeopathy/ucm0402.htm

http://www..publications.parliament.uk/pa/cm200910/cmselect/cmsctech/memo/homeopathy/ucm0902.htm

http://www..publications.parliament.uk/pa/cm200910/cmselect/cmsctech/memo/homeopathy/ucm1202.pdf

http://www..publications.parliament.uk/pa/cm200910/cmselect/cmsctech/memo/homeopathy/ucm2602.htm

http://www..publications.parliament.uk/pa/cm200910/cmselect/cmsctech/memo/homeopathy/ucm2702.htm

http://www..publications.parliament.uk/pa/cm200910/cmselect/cmsctech/memo/homeopathy/ucm3302.htm

There are no translations available.

Typhoid fever, also known as Salmonella typhi or commonly just typhoid, is a common worldwide illness, transmitted by the ingestion of food or water contaminated with the feces of an infected person.

The organism is a Gram-negative short bacillus that is motile due to its peritrichous flagella. The bacterium grows best at 37 °C/99 °F – human body temperature.

SYNONYMS:
• gastric fever
• abdominal typhus
• infantile remittant fever
• slow fever
• nervous fever
• pythogenic fever.

Epidemiology

With an estimated 16–33 million cases of annually resulting in 216,000 deaths in endemic areas, the World Health Organization identifies typhoid as a serious public health problem.

Its incidence is highest in children and young adults between 5 and 19 years old.

Incidence:
• Strongly endemic
• Endemic
• Sporadic cases

Symptoms:
• characterized by a slowly progressive fever as high as 40 °C (104 °F)
• profuse sweating
• gastroenteritis
• and nonbloody diarrhea.
• Less commonly, a rash of flat, rose-colored spots may appear

Classically, the course of untreated typhoid fever is divided into four individual stages, each lasting approximately one week.

• In the first week, there is a slowly rising temperature with relative bradycardia, malaise, headache and cough.

• A bloody nose (epistaxis) is seen in a quarter of cases and abdominal pain is also possible. There is leukopenia, a decrease in the number of circulating white blood cells.

• The classic Widal test is negative in the first week.

• In the second week of the infection, the patient lies with high fever in plateau around 40 °C (104 °F) and bradycardia.

• Delirium is frequent, frequently calm, but sometimes agitated. This delirium gives to typhoid the nickname of "nervous fever".

• The abdomen is distended and painful in the right lower quadrant where borborygmi can be heard.

• Diarrhea can occur in this stage: six to eight stools in a day, green with a characteristic smell, comparable to pea soup.

• Constipation is also frequent. The spleen and liver are enlarged (hepatosplenomegaly) and tender.

• The Widal reaction is strongly positive.

• In the third week of typhoid fever, a number of complications can occur:

• Intestinal hemorrhage due to bleeding in congested Peyer's patches; this can be very serious but is usually not fatal.

• Intestinal perforation in the distal ileum: this is a very serious complication and is frequently fatal. It may occur without alarming symptoms until septicaemia or diffuse peritonitis sets in.

• Encephalitis

• Metastatic abscesses, cholecystitis, endocarditis and osteitis

The fever is still very high and oscillates very little over 24 hours. Dehydration ensues and the patient is delirious (typhoid state). By the end of third week the fever has started reducing
This carries on into the fourth and final week.

Diagnosis
Diagnosis is made by
• Blood examination
• bone marrow examination
• stool cultures
• Widal test (demonstration of salmonella antibodies against antigens O -somatic and H-flagellar).

The term "enteric fever" is a collective term that refers to typhoid and paratyphoid.
Prevention
• Sanitation and hygiene are the critical measures that can be taken to prevent typhoid.
• Typhoid does not affect animals and therefore transmission is only from human to human.
• Typhoid can only spread in environments where human feces or urine are able to come into contact with food or drinking water.
• Careful food preparation and washing of hands are crucial to preventing typhoid.
• A vaccine against typhoid fever was developed

HOMOEOPATHIC APPROACH:

BAPTISIA TINCTORIA:

• Patient is dull besotted ,as if intoxicated
• Patient feels tired and bruised all over
• Restless and tosses in the bed
• There is peculiar delirium that the person is scattered and he tries to put all the things together
• There is extreme profound prostration
• Tongue has brown streak in the middle
• The discharges from the patient are extremely offensive

RHUS TOXICODENDRON

• There is extreme restlessness
• And muscular soreness
• The characteristic tongue is with triangular red tip
• The tongue is brown
• Low muttering delirium refuses to take medicine for fearof being poisoned
• Head ache with nose bleed often
• Diarrhea of yellowish brown stools with offensive odour

BRYONIA ALBA:

• Great soreness of the body
• Tired feeling,every exertion fatigues
• Splitting agonizing head aches worse from motion
• Fullness of head which is followed by nose bleed
• Delirium and imagines that he is not in the home and tries to go home
• Thirst for large quantities of water at longer intervals of time
• Sensitiveness in the region of epigastrium

ARNICA MONTANA:

• There is stupor an indifference to every thing
• They go to sleep while answering the questions
• Bruised feeling all over the body and searches for the soft place to be laid on
• Involuntary passage of stools and urine
• Ecchymosis
• Offensiveness of discharges

The other frequently used remedies are

BELLADONNA

ARSENICUM ALBUM

LACHESIS MUTA

MURIATIC ACID

GELSEMIUM


generic viagra discount